WOW Words of Wisdom TMC

อ่านพระคัมภีร์ให้สนุกและเกิดผลในหนึ่งปี มีข้อคิดที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตได้ทุกตอน


Started on: Jan. 1, 2026

ร่วมกลุ่มอ่านพระคัมภีร์ในแผนนี้

อ่านพระคัมภีร์ | READ SCRIPTURES

NIV AMP TNCV NASB NKJV NLT ESV TH1971 THKJV THSV11
สุภาษิต 25

NIV AMP TNCV NASB NKJV NLT ESV TH1971 THKJV THSV11
สุภาษิต 26

เรื่องย่อ

สุภาษิตบทที่ 25 และ 26 รวบรวมคำกล่าวที่ชาญฉลาดและคำสอนที่หลากหลายเกี่ยวกับแง่มุมต่างๆ ของชีวิต สุภาษิตเหล่านี้ครอบคลุมหัวข้อต่างๆ เช่น ความสำคัญของปัญญา ความขยันหมั่นเพียร และการควบคุมตนเอง โดยเน้นย้ำถึงคุณธรรมของการพูดความจริง การถ่อมตน และความระมัดระวัง นอกจากนี้ สุภาษิตยังให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีจัดการกับคนโง่ การหลีกเลี่ยงการทะเลาะวิวาท และการตระหนักถึงอันตรายของการเกียจคร้านและการนินทา โดยรวมแล้ว บทเหล่านี้ให้ข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์สำหรับการใช้ชีวิตอย่างชอบธรรม มีสติ และรอบคอบในความสัมพันธ์ส่วนตัวและสาธารณะ

 


วันนี้เราจะพูดถึงคำสอนของซาโลมอนในบทที่ 25 ซึ่งเน้นให้เราเข้าใจความสำคัญของความถ่อมตนในความสัมพันธ์กับผู้อื่น ซาโลมอนชี้ให้เห็นว่า ภูมิปัญญาที่แท้จริงไม่ยกตัวเองเหนือผู้อื่น และไม่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกด้อยค่า การมีทัศนคติที่ถ่อมตนจะช่วยให้เรารับฟังและเข้าใจคนรอบข้างได้ดีขึ้น รวมถึงช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีโดยไม่ใช้อารมณ์หรือความหยิ่งผยองมาขวางกั้น

นอกจากนี้ ซาโลมอนยังเน้นเรื่องการควบคุมตนเองและความอดทนในสถานการณ์ต่างๆ เช่น การพูดคุยแยแสปัญหากับผู้อื่นอย่างฉลาด โดยไม่เผยแพร่ความผิดพลาดหรือความไม่พอใจให้คนอื่นใช้เป็นความอับอาย ความถ่อมตัวและความอดทนมีพลังมากกว่าความหยิ่งยโสหรือความเข้มแข็ง ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์และสร้างอิทธิพลในทางที่ดีได้

สุดท้าย ซาโลมอนเตือนให้ระวังคำพูดของเรา เพราะคำพูดที่ไม่ดี เช่น การนินทา ใส่ร้าย หรือการหว่านล้อมด้วยคำหวาน ก็สามารถทำลายความสัมพันธ์และสร้างความเสื่อมเสียได้ และคำพูดเหล่านี้อาจเป็นอันตรายมากกว่าที่เราคิด เราควรใช้คำพูดอย่างรอบคอบและมีความรับผิดชอบ เพื่อให้เกิดผลดีและเสริมสร้างความเข้าใจในสังคมและความสัมพันธ์ของเราเอง

 

ข้อคิด: สุภาษิต 25-26


สุภาษิต 25:2 สอนว่า “ความรุ่งโรจน์ของพระเจ้าคือการปกปิดสิ่งต่างๆ แต่ความรุ่งโรจน์ของกษัตริย์คือการเสาะหาสิ่งต่างๆ” พระเจ้ามักได้รับเกียรติในความลึกลับและสิ่งที่เราไม่เข้าใจ บางครั้งเราแสวงหาคำตอบเพราะความหยิ่งผยองหรือใจร้อน ไม่อยากวางใจในพระเจ้า แต่ผู้นำสูงสุดของมนุษย์คือพระเจ้าเองที่รู้ดีที่สุด พระองค์ไม่เปิดเผยทุกสิ่งให้เราทันที เขาเลือกที่จะปกปิดบางสิ่งเพื่อให้สิ่งนั้นเกิดประโยชน์สูงสุดแก่เราในเวลาที่เหมาะสม การที่พระองค์ไม่บอกอะไรเราเป็นการถ่อมตัวและเป็นเกียรติแด่พระองค์ เพราะพระองค์เข้าใจดีว่าความสุขและความสมบูรณ์จะเกิดขึ้นเมื่อเราวางใจในแผนการและเวลาของพระองค์, ซึ่งเต็มไปด้วยความสุขและความปีติยินดีในที่สุด

 

คำถาม

1.   สุภาษิต 25:15 กล่าวว่า "จงอดทน แล้วจะชนะใจเจ้านายได้ ลิ้นที่อ่อนโยนสามารถบดขยี้กระดูกได้" คุณมองว่าสิ่งนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการแก้ไขความขัดแย้งในชีวิตประจำวัน หรือในสถานการณ์ทางสังคมอย่างไรบ้าง? คุณเคยมีประสบการณ์หรือเห็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความใจเย็นและการอดทนในสถานการณ์จริงหรือไม่?

2.   สุภาษิต 26:17 เตือนให้ระวังการมีอารมณ์ร้อนและการเข้าสังคมในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสม คุณคิดว่าสถานการณ์ในชีวิตปัจจุบัน เช่น การทำงาน ความสัมพันธ์ หรือการเมือง สามารถได้รับผลกระทบอย่างไรเมื่อเราขาดความระมัดระวังด้านอารมณ์หรือการกระทำโดยไม่คิดให้รอบคอบ? แล้วคุณมีแนวทางอย่างไรในการควบคุมอารมณ์และการตัดสินใจในช่วงเวลาที่เกิดความเครียดหรือความไม่แน่นอน?

 

 

สุภาษิตบทที่ 25-26 สอนให้เราเป็นคนที่มี ปัญญา ซึ่งหมายถึงการรู้จักใช้ ดุลยพินิจ ในการตัดสินใจและกระทำสิ่งต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำพูดที่เหมาะสม การรู้จักถ่อมใจ การอดทนอดกลั้น การรับมือกับคนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาหรือพฤติกรรม และการหลีกเลี่ยงความเกียจคร้านที่บั่นทอนชีวิต การนำข้อคิดเหล่านี้มาปรับใช้จะช่วยให้เราดำเนินชีวิตได้อย่างสุขุมรอบคอบและสร้างสรรค์ความสัมพันธ์ที่ดีงามกับคนรอบข้าง

สุภาษิตบทที่ 25: เน้นย้ำถึงความสำคัญของ ความถ่อมใจ และ การควบคุมตนเอง ในปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

  • ความถ่อมใจและการรอคอย: ข้อ 6-7 เตือนว่าอย่าเพิ่งรีบร้อนชิงดีชิงเด่นในที่ประชุมของกษัตริย์ เพราะการถูกเชิญให้ขึ้นไปอยู่สูงกว่า ดีกว่าการถูกทำให้ต่ำลง การรอคอยโอกาสที่เหมาะสมและไม่ทะเยอทะยานเกินไปเป็นสิ่งสำคัญ
  • การควบคุมคำพูด: ข้อ 11-12 เปรียบคำพูดที่เหมาะสมว่าเป็นเหมือน "ผลแอปเปิลทองคำในภาชนะเงิน" แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของถ้อยคำที่ถูกกล่าวอย่างถูกกาลเทศะและถูกต้อง การมีสติในการใช้คำพูดเป็นสิ่งจำเป็น การตักเตือนจากผู้มีปัญญาก็เปรียบเสมือนเครื่องประดับที่มีค่าสำหรับผู้ที่รับฟัง
  • การจัดการกับคนพาลและศัตรู: ข้อ 21-22 แนะนำให้แสดงความเมตตาต่อศัตรูของเรา โดยการให้อาหารและน้ำดื่มแก่พวกเขา เพราะนั่นคือการ "สุมถ่านที่ลุกเป็นไฟไว้บนศีรษะของเขา" ซึ่งหมายถึงการทำให้พวกเขารู้สึกละอายใจและอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้น นี่คือการสอนถึงการเอาชนะความชั่วด้วยความดี
  • ความพอดีในการสื่อสาร: ข้อ 16 กล่าวว่าหากพบน้ำผึ้งก็จงกินแต่พอควร เพราะถ้ากินมากเกินไปก็จะอาเจียนได้ เปรียบเหมือนกับการไปบ้านเพื่อน ควรไปมาหาสู่แต่พอประมาณ ไม่มากเกินไปจนทำให้เพื่อนเอือมระอา แสดงให้เห็นถึงการรู้จักรักษาขอบเขตและความสัมพันธ์ที่ดี

สุภาษิตบทที่ 26: เน้นให้เห็นถึงลักษณะและอันตรายของ ความโง่เขลา และ ความเกียจคร้าน พร้อมทั้งแนะนำวิธีการรับมือกับคนประเภทนี้

  • ความโง่เขลาและการรับมือ: ข้อ 4-5 ให้คำแนะนำที่ดูขัดแย้งกัน: "อย่าตอบคนโง่ตามความโง่ของเขา เกรงว่าเจ้าจะเป็นเหมือนเขาด้วย" และ "จงตอบคนโง่ตามความโง่ของเขา เกรงว่าเขาจะฉลาดในสายตาของตนเอง" นี่หมายถึงการใช้ดุลยพินิจในการรับมือกับคนโง่ บางครั้งการไม่ตอบโต้ก็ดีที่สุด แต่บางครั้งก็จำเป็นต้องตอบโต้เพื่อไม่ให้เขาได้ใจและคิดว่าตัวเองถูกต้องเสมอไป
  • อันตรายของคนโง่: ข้อ 1 เปรียบเกียรติยศที่ไม่เหมาะสมกับคนโง่เหมือน "หิมะในฤดูร้อนและฝนในฤดูเก็บเกี่ยว" ซึ่งเป็นสิ่งผิดธรรมชาติและก่อให้เกิดปัญหาได้ การให้เกียรติแก่คนโง่อาจนำมาซึ่งความวุ่นวาย
  • ลักษณะของคนเกียจคร้าน: ข้อ 13-16 พรรณนาถึงความเกียจคร้านในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การอ้างว่ามีสิงโตอยู่ข้างนอก (เพื่อหาข้ออ้างในการไม่ออกจากบ้าน) การพลิกตัวบนที่นอนเหมือนบานพับประตูหมุนไปมา และการที่คนเกียจคร้านขี้เกียจแม้กระทั่งจะยกมือขึ้นมาป้อนอาหารเข้าปากตัวเอง สุภาษิตยังชี้ว่าคนเกียจคร้านมักจะคิดว่าตัวเองฉลาดกว่าคนเจ็ดคน ที่ให้คำตอบอย่างมีเหตุผล นี่แสดงถึงการหลงตัวเองของคนเกียจคร้าน
  • การกระทำที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์: ข้อ 17 เตือนว่าการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งที่ไม่ใช่เรื่องของเราก็เหมือนการ "จับหูสุนัข" ซึ่งจะนำมาซึ่งอันตรายและปัญหา