Thai Mission Reading Plan 2025

อ่านพระคัมภีร์ให้สนุกและเกิดผลในหนึ่งปี มีข้อคิดที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตได้ทุกตอน


Started on: Jan. 1, 2026

ร่วมกลุ่มอ่านพระคัมภีร์ในแผนนี้

อ่านพระคัมภีร์ | READ SCRIPTURES

THSV11 NIV AMP TNCV NASB NKJV NLT ESV
โยบ 14

THSV11 NIV AMP TNCV NASB NKJV NLT ESV
โยบ 15

THSV11 NIV AMP TNCV NASB NKJV NLT ESV
โยบ 16

เรื่องย่อ

ท่ามกลางพายุแห่งความทุกข์ที่โหมกระหน่ำ โยบได้ระบายความในใจโดยเปรียบชีวิตมนุษย์เป็นดั่งใบไม้ที่ร่วงโรยและเปราะบาง เพื่อย้ำเตือนให้พระเจ้าทรงระลึกถึงความอ่อนแอและอายุขัยอันสั้นของมนุษย์ที่ต้องเผชิญกับความตาย แม้ท่านจะคร่ำครวญถึงความไม่ยุติธรรมและความสิ้นหวังที่เพิ่มขึ้นจากการถูกทอดทิ้งและคำกล่าวหาที่ไร้เมตตาจากกลุ่มเพื่อน แต่โยบยังคงยืนกรานในความบริสุทธิ์ของตนอย่างไม่สั่นคลอน ท่านท้าทายให้เพื่อนพิสูจน์ความผิดและวิงวอนขอให้พระเจ้าทรงยุติความทรมานทั้งทางกายและใจนี้ลง แม้ภาพลักษณ์ภายนอกของโยบจะดูเหมือนคนป่วยที่ไร้ความหวัง แต่ลึกๆ แล้วความทรมานอันแสนสาหัสกลับยิ่งสะท้อนถึงศรัทธาที่แกร่งกล้า เพราะถึงแม้จะเต็มไปด้วยคำถามและความสับสน ท่านก็ยังคงไม่ละทิ้งความหวังที่จะได้รับความเมตตาและการพิสูจน์ความจริงจากพระเจ้าในท้ายที่สุด

 

ในขณะที่เอลีฟาซกลับมาพร้อมคำสอนที่ล้มเหลว โยบได้สะท้อนความจริงอันลึกซึ้งว่า วันเวลาของมนุษย์ถูกกำหนดไว้แล้ว” ซึ่งในบริบทนี้ไม่ใช่คำขู่ แต่เป็นคำสัญญาและการปลอบโยนว่าพระเจ้าทรงอำนาจสูงสุดเหนือช่วงชีวิตของเรา ทรงกำหนดขอบเขตที่ไม่มีใครผ่านไปได้ ชีวิตของเราจะยืนยาวตามระยะเวลาที่พระองค์ทรงกำหนดไว้พอดี ไม่มากหรือน้อยไปกว่านั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อเผชิญกับอนาคตที่ดูมืดมน โยบก็ไม่อาจกลั้นความเศร้าโศกไว้ได้ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่สมเหตุสมผลต่อความเจ็บปวดอันแสนสาหัสที่เขาได้รับ

ในบทที่ 15 และ 16 เอลีฟาซได้ใส่ร้ายโยบอีกครั้ง โดยมองว่าความโศกเศร้าคือสัญญานของการไม่วางใจพระเจ้า ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดอย่างมหันต์ เพราะแม้แต่พระเยซูคริสต์เองก็ทรงเคยโศกเศร้าอย่างหนัก โยบจึงตอบโต้อย่างตรงไปตรงมาว่าเพื่อนของเขาเป็น ผู้ปลอบโยนที่น่าสงสาร” และขอให้พวกเขาหยุดให้คำแนะนำที่ไร้ค่า บทเรียนสำคัญคือพระเจ้าทรงเรียกให้เรา "ร่วมทุกข์" กับผู้ที่ไว้ทุกข์ ไม่ใช่มาเพื่อตัดสินหรือให้คำแนะนำที่บีบคั้นให้เขาต้องรีบหายจากความเศร้าเพียงเพื่อให้เราสบายใจขึ้น

โยบเริ่มสับสนและเผลอโทษพระเจ้าว่าเป็นผู้ทำร้ายเขา โดยมองข้ามบทบาทของซาตานและเริ่มสงสัยในความดีของพระองค์ ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางของมนุษย์ยามอยู่ในความมืดมน หากวันนี้คุณไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่มืดมนอย่างโยบ จงเรียนรู้ที่จะอดทนและนั่งเคียงข้างผู้ที่ทุกข์ใจ แทนที่จะพยายามบีบให้เขาเปลี่ยนเพื่อให้เราดำเนินชีวิตต่อไปได้ง่ายขึ้น หนังสือโยบจึงเป็นเสมือนเครื่องมือช่วยเสริมสร้างความอดทนและความเห็นอกเห็นใจ เพื่อให้เราเป็นเพื่อนที่แท้จริงในวันที่ผู้อื่นประสบปัญหา

 

ข้อคิด: โยบ 14-16

พระเจ้าทรงเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดเหนือทุกช่วงชีวิตของเรา ไม่ใช่ศัตรูที่น่าหวาดหวั่น ซึ่งความจริงนี้ควรเป็นที่มาของความสบายใจอย่างยิ่งเพราะพระองค์ทรงเชื่อถือได้เสมอ ดังที่โยบตระหนักว่าทั้งความเป็นและความตายล้วนอยู่ในขอบเขตที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ (14:5) อำนาจสูงสุดของพระองค์ครอบคลุมเหนือทุกสรรพสิ่งและทุกสถานการณ์โดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นเมื่อใดที่เราพบว่าตนเองรู้สึกไม่พอใจหรือพยายามจะเข้าควบคุมชีวิตด้วยตนเองแทนพระเจ้า จงสำรวจใจว่าเรากำลังขัดขืนต่อสิทธิอำนาจของพระองค์ในด้านใด และจงมุ่งหน้าแสวงหาพระองค์ต่อไปผ่านพระวจนะ เพราะในอำนาจสูงสุดและการควบคุมของพระองค์นั้นเองคือแหล่งที่มาของความชื่นชมยินดีที่แท้จริง


คำถาม

1.   ความทุกข์และความหมายของชีวิต: โยบทุกข์ทรมานอย่างหนัก แต่เขายังคงแสวงหาความหมายของชีวิต ความทุกข์ทำให้เราเข้าใจความหมายของชีวิตได้อย่างไร? ความทุกข์เป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์หรือไม่? หรือมันสามารถนำไปสู่การเติบโตและการเปลี่ยนแปลง?

2.   การอธิษฐานและการสื่อสารกับพระเจ้า: โยบอธิษฐานและสื่อสารกับพระเจ้า แม้ว่าเขาจะโกรธและผิดหวัง นี่นำไปสู่คำถามเกี่ยวกับการอธิษฐานและการสื่อสารกับพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การอธิษฐานมีประโยชน์อย่างไร? และเราควรสื่อสารกับพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างไร?

 

 

โยบ 16 เป็นบทเรียนที่ลึกซึ้งในเรื่องความเห็นอกเห็นใจและการจัดการกับความเจ็บปวดเมื่อถูกคนรอบข้างเข้าใจผิด โดยมีประเด็นหลักที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

1. ความล้มเหลวของผู้ปลอบโยน

โยบเรียกเพื่อนของเขาว่า "ผู้ปลอบโยนที่น่าสงสาร" หรือ "ผู้ที่สร้างความลำบากให้มากกว่าเดิม" (16:2) ข้อคิดนี้เตือนใจเราว่า การหนุนใจคนที่มีความทุกข์ไม่ได้อยู่ที่การ "พูดให้ถูกหลักการ" แต่อยู่ที่การ "รับฟังและร่วมทุกข์" การใช้คำพูดที่ฟังดูดีแต่เต็มไปด้วยการตำหนิ มีแต่จะทำให้บาดแผลของผู้ที่เจ็บปวดลึกยิ่งขึ้น

2. ความโดดเดี่ยวในความทุกข์

ในบทนี้โยบรู้สึกเหมือนถูกรุมทำร้ายจากทุกทิศทาง ทั้งจากเพื่อนที่ซ้ำเติม และความรู้สึกว่าพระเจ้าทรงเป็นศัตรู (16:7-14) สิ่งนี้สะท้อนว่า ในช่วงที่มืดมนที่สุด เรามักจะรู้สึกเหมือนไม่มีใครเข้าใจ หรือแม้แต่พระเจ้าก็ทรงหันหลังให้ การเข้าใจว่าความรู้สึก "ถูกทอดทิ้ง" เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการความทุกข์ จะช่วยให้เราอดทนกับตัวเองและผู้อื่นได้มากขึ้น

3. การแสวงหาผู้พยานในสวรรค์

แม้โยบจะโกรธและสับสน แต่เขาก็ยังกล่าวคำที่ทรงพลังออกมาว่า "ดูเถิด บัดนี้พยานของข้าพเจ้าอยู่ในสวรรค์ และผู้ที่รับรองข้าพเจ้าอยู่ในที่สูง" (16:19) * ข้อคิด: เมื่อโลกนี้ไม่มีความยุติธรรม และไม่มีใครเชื่อในความบริสุทธิ์ของเรา ให้เรายึดมั่นว่ามีพระเจ้าผู้ทรงทราบความจริงทุกประการ ทรงเป็น "ทนาย" และ "พยาน" ให้กับเราในที่สุด

4. คำอธิษฐานที่ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึก

โยบไม่ได้พยายามใช้คำพูดทางศาสนาที่สวยงามเพื่อปิดบังความเจ็บปวด เขา "ร้องไห้ต่อพระเจ้า" (16:20) ด้วยน้ำตาที่แท้จริง ข้อคิดนี้สอนว่า พระเจ้าทรงยอมรับความโกรธ ความเศร้า และความอ่อนแอของเราได้ เราไม่จำเป็นต้องแสร้งทำเป็นเข้มแข็งเมื่ออยู่ต่อพระพักตร์พระองค์

หากคุณกำลังเป็น "ผู้ปลอบโยน" จงขอสติปัญญาที่จะนิ่งสงบและเมตตา แต่หากคุณกำลังเป็น "โยบ" ที่ถูกเข้าใจผิด จงจำไว้ว่าพระเจ้าทรงเป็นพยานผู้เที่ยงธรรมที่ทราบความจริงในใจคุณเสมอ