Thai Mission Reading Plan 2025

อ่านพระคัมภีร์ให้สนุกและเกิดผลในหนึ่งปี มีข้อคิดที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตได้ทุกตอน


Started on: Jan. 1, 2026

ร่วมกลุ่มอ่านพระคัมภีร์ในแผนนี้

อ่านพระคัมภีร์ | READ SCRIPTURES

THSV11 NIV AMP TNCV NASB NKJV NLT ESV
โยบ 6

THSV11 NIV AMP TNCV NASB NKJV NLT ESV
โยบ 7

THSV11 NIV AMP TNCV NASB NKJV NLT ESV
โยบ 8

THSV11 NIV AMP TNCV NASB NKJV NLT ESV
โยบ 9

เรื่องย่อ

ท่ามกลางการโต้เถียงที่ดุเดือดและยืดเยื้อ โยบยังคงยืนกรานในความบริสุทธิ์ของตนอย่างหนักแน่นพร้อมแสดงความเจ็บปวดที่ท้อแท้เกินจะแบกรับ โดยเขาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาของเพื่อนทั้งสามที่พยายามยัดเยียดความผิดบาปให้ และเริ่มตั้งคำถามถึงความยุติธรรมของพระเจ้าต่อความทรมานที่ดูจะไร้เหตุผลนี้ แม้โยบจะรู้สึกสับสน สิ้นหวัง และเหมือนถูกทอดทิ้งจนชีวิตแทบไร้ความหมายท่ามกลางความทุกข์ที่โหมกระหน่ำทั้งทางร่างกายและจิตใจ แต่ลึกๆ เขาก็ยังคงวิงวอนและยึดมั่นในความหวังว่าพระเจ้าจะทรงสำแดงความยุติธรรมและความเมตตาให้ประจักษ์ในที่สุด ซึ่งช่วงเวลานี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงการต่อสู้ดิ้นรนอย่างรุนแรงของมนุษย์ที่พยายามทำความเข้าใจความโปรดปรานของพระเจ้าท่ามกลางความมืดมิดของชีวิต

 

ท่ามกลางความโศกเศร้าจากการสูญเสียทุกสิ่ง โยบต้องเผชิญกับบททดสอบซ้ำสองเมื่อได้รับคำแนะนำที่บิดเบือนจากเพื่อนทั้งสามคน เขาพยายามปกป้องตนเองจากคำปรักปรำของเอลีฟาซโดยยังคงรักษาความยำเกรงและไม่สาปแช่งพระเจ้า แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความมืดแปดด้านและความเจ็บปวด แต่โยบตระหนักดีว่าความทุกข์ระทมครั้งนี้ไม่ได้มีสาเหตุมาจากบาปส่วนตัวของเขาเอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในชีวิตจริงมีบางสถานการณ์ที่เหยื่อของความรุนแรงหรือความอยุติธรรมไม่ควรถูกตราหน้าว่าเป็นความผิดของตนเอง และไม่ควรแบกรับความรู้สึกผิดในสิ่งที่ตนไม่ได้ก่อ

บิลดัดเป็นเพื่อนอีกคนหนึ่งที่หยิบยื่นคำแนะนำที่เลวร้ายโดยการกดดันให้โยบกลับใจ ทั้งที่ในความเป็นจริงโยบเป็นผู้บริสุทธิ์ในกรณีนี้ เพื่อนของโยบดำเนินการโจมตีทางคำพูดอย่างต่อเนื่องภายใต้ความเชื่อที่ผิดว่าพวกเขากำลังช่วยเยียวยาเขา โยบจึงตอบโต้บิลดัดด้วยความจริงเกี่ยวกับพระเจ้า โดยยืนยันที่จะวิงวอนขอความเมตตาจาก "ผู้กล่าวหา" ซึ่งอาจตีความได้ว่าเป็นพระเจ้าหรือแม้แต่ซาตานที่กำลังจ้องจับผิดเขาอยู่ ทัศนคติของโยบแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจที่ลึกซึ้งว่าท่ามกลางความสับสน การเรียกร้องหาความเมตตานั้นสำคัญยิ่งกว่าการพิสูจน์ความถูกต้อง

เรื่องราวในช่วงนี้เน้นย้ำถึงความแตกต่างระหว่าง "ความเมตตา" คือการไม่ได้รับโทษที่สมควรได้รับ และ "พระคุณ" คือการได้รับสิ่งดีที่เกินกว่าจะคู่ควร แม้โยบจะยอมรับในฐานะมนุษย์ว่าตนเองเป็นคนบาปที่สมควรได้รับการพิพากษาตามสัญชาตญาณธรรมชาติ แต่เขาก็ยังยึดมั่นในความเชื่อที่ว่าพระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยเมตตาคุณ พระองค์ทรงยิ่งใหญ่กว่ากฎแห่งเหตุและผลที่มนุษย์ใช้ตัดสินกัน และความเชื่อนี้เองที่เป็นหลักยึดเพียงหนึ่งเดียวที่ทำให้เขาสามารถทนต่อคำบริภาษของเพื่อนและพายุแห่งความทุกข์ยากได้

 

ข้อคิด: โยบ 6-9

ในเรื่องราวของโยบ เราพบภาพสะท้อนอันทรงพลังของพระเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพ ทรงเป็นผู้ควบคุมดวงอาทิตย์ ทรงกระทำกิจการอันยิ่งใหญ่เกินสติปัญญา และมีพระทัยที่เปี่ยมด้วยความรอบรู้และพลานุภาพ ทว่าสิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่าความยิ่งใหญ่ในจักรวาล คือการที่พระเจ้าทรงเลือกที่จะใกล้ชิดและใส่ใจมนุษย์อย่างไม่น่าเชื่อ จนโยบถึงกับตั้งคำถามด้วยความซาบซึ้งว่า “มนุษย์คืออะไร ที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญและเอาพระทัยใส่ถึงเพียงนี้” แม้พระองค์จะทรงสร้างและครอบครองทุกสรรพสิ่ง แต่พระทัยของพระเจ้ากลับไม่ได้ยึดติดอยู่กับความยิ่งใหญ่ของภูเขาหรือดวงดาว แต่ทรงประทับอยู่และมอบความรักให้กับมนุษย์ ซึ่งถือเป็นของขวัญอันล้ำค่าที่แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงสถิตอยู่ท่ามกลางความปีติยินดีและความสัมพันธ์ที่ทรงมีต่อพวกเราทุกคน

 

คำถาม

1.   ความเหมาะสมของคำปลอบโยน: เพื่อนของโยบพยายามปลอบโยนเขาด้วยการกล่าวโทษเขาว่าทำบาป แต่คำพูดของพวกเขาทำให้โยบเจ็บปวดมากกว่าเดิม นี่นำไปสู่คำถามเกี่ยวกับวิธีการปลอบโยนผู้ที่กำลังทุกข์ทรมานอย่างเหมาะสม อะไรคือวิธีการที่สร้างสรรค์และให้กำลังใจ? การเน้นโทษบาปเป็นวิธีที่ดีที่สุดหรือไม่? หรือควรเน้นการสนับสนุนและความเข้าใจมากกว่า?

2.   ความแตกต่างระหว่างความยุติธรรมและความเมตตา: โยบเรียกร้องความยุติธรรมจากพระเจ้า แต่คำตอบที่เขาได้รับดูเหมือนจะขาดความเมตตา นี่ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความสมดุลระหว่างความยุติธรรมและความเมตตา ในสถานการณ์ต่างๆ ควรเน้นด้านใดมากกว่ากัน? ความยุติธรรมที่เข้มงวดเสมอไปจะเหมาะสมหรือไม่? หรือควรให้ความสำคัญกับความเมตตาและการให้อภัย?

 

 

โยบ บทที่ 9 เป็นบทที่เผยให้เห็นถึงความสับสนปนความเกรงขามที่โยบมีต่อพระเจ้า เขาพยายามประมวลผลความยิ่งใหญ่ของพระองค์เทียบกับความต่ำต้อยของตนเอง นี่คือข้อคิดสำคัญครับ:

1. ความจำกัดของมนุษย์ในการโต้แย้งกับพระเจ้า

โยบตั้งคำถามที่ลึกซึ้งว่า "มนุษย์จะชอบธรรมต่อพระเจ้าได้อย่างไร?" (ข้อ 2) เขาตระหนักว่าต่อให้มนุษย์พยายามจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนแค่ไหน ก็ไม่มีทางสู้ความรอบรู้และพลานุภาพของพระเจ้าได้เลย

  • ข้อคิด: เราไม่สามารถใช้ "มาตรฐานความดี" ของมนุษย์ไปตัดสินหรือต่อรองกับพระเจ้าได้ ความชอบธรรมที่แท้จริงไม่ได้มาจากความดีที่เราทำ แต่มาจากพระคุณที่พระเจ้าประทานให้

2. พระเจ้ายิ่งใหญ่เกินกว่าตรรกะมนุษย์จะครอบคลุม

โยบพรรณนาถึงพระเจ้าผู้ทรงสร้างกลุ่มดาวลูกไก่และกลุ่มดาวไถ (ข้อ 9) ผู้ทรงทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินจะหยั่งรู้ได้ (ข้อ 10) แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกว่าพระองค์ "เดินผ่านข้าพเจ้าไป และข้าพเจ้ามองไม่เห็น" (ข้อ 11)

  • ข้อคิด: พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่ระดับจักรวาล แต่พระองค์ก็ทรงมีมิติที่ซ่อนเร้นและลึกลับ บางครั้งเราอาจไม่ "รู้สึก" ถึงพระองค์ท่ามกลางปัญหา แต่นั่นไม่ได้แปลว่าพระองค์ไม่ได้สถิตอยู่ตรงนั้น

3. เมื่อความทุกข์ทำให้มุมมองต่อความยุติธรรมบิดเบี้ยว

ในบทนี้โยบเริ่มตัดพ้อด้วยความน้อยใจว่า พระเจ้าทรงทำลายทั้งคนดีและคนชั่ว (ข้อ 22) เขาเลิกหวังที่จะชนะคดีและเริ่มรู้สึกว่าต่อให้เขาล้างมือด้วยหิมะให้สะอาดแค่ไหน พระเจ้าก็ยังจะจุ่มเขาลงในหลุมโคลนอยู่ดี (ข้อ 30-31)

  • ข้อคิด: เมื่อเราอยู่ในความทุกข์นานๆ มุมมองที่มีต่อพระเจ้าอาจเริ่มผิดเพี้ยนไป เราอาจมองพระองค์เป็น "ผู้พิพากษาที่เข้มงวด" แทนที่จะเป็น "บิดาที่รัก" สิ่งสำคัญคือต้องเตือนตัวเองว่า "ความรู้สึก" ของเราไม่ใช่ "ความจริง" เสมอไป

4. การโหยหา "คนกลาง"

ข้อคิดที่สำคัญที่สุดในบทนี้คือตอนที่โยบคร่ำครวญว่า "ไม่มีใครเป็นคนกลางระหว่างเรา ที่จะวางมือบนเราทั้งสองได้" (ข้อ 33) เขาต้องการใครสักคนที่เข้าใจทั้งพระเจ้าและมนุษย์เพื่อช่วยประสานรอยร้าวนี้

  • ข้อคิด: คำโหยหาของโยบได้รับการตอบสนองในพันธสัญญาใหม่ผ่าน "พระเยซูคริสต์" ผู้ทรงเป็นคนกลางที่แท้จริง ทรงเป็นทั้งพระเจ้าและมนุษย์ ทำให้เราสามารถเข้าเฝ้าพระเจ้าได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวการถูกพิพากษาอีกต่อไป

5. ชีวิตที่สั้นและผ่านไปอย่างรวดเร็ว

โยบเปรียบชีวิตว่าเร็วยิ่งกว่านักวิ่ง และผ่านไปเหมือนเรือต้นกก (ข้อ 25-26)

  • ข้อคิด: ท่ามกลางความทุกข์ที่ดูเหมือนจะยาวนานชั่วนิรันดร์ แท้จริงแล้วชีวิตในโลกนี้สั้นมาก การยึดมั่นในพระเจ้าและการมองไปที่ความหวังนิรันดร์จะช่วยให้เรามีกำลังใจผ่านวันเวลาที่ยากลำบากไปได้

โยบ 9 สอนให้เราถ่อมใจต่อความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ยอมรับความจำกัดของสติปัญญาตนเอง และมองเห็นความจำเป็นอย่างยิ่งของการมี "พระเยซู" เป็นคนกลางในชีวิตครับ