เรื่องย่อ
เฉลยธรรมบัญญัติบทที่ 5-7 เป็นการเน้นย้ำถึงพันธสัญญาของพระเจ้ากับอิสราเอล บทที่ 5 เริ่มต้นด้วยการทบทวนสิบประการ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกฎหมายของพระเจ้า และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเชื่อฟัง บทที่ 6 เน้นถึงการสอนคำสั่งของพระเจ้าแก่ลูกหลาน โดยการฝังรากคำสอนเหล่านี้ลงไปในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างคนรุ่นต่อไปให้เคารพและปฏิบัติตามพระบัญญัติ และบทที่ 7 กล่าวถึงการทำลายชนชาติต่างๆ ในแผ่นดินคานาอัน ซึ่งเป็นการเตือนสติให้ชาวอิสราเอลหลีกเลี่ยงการผสมผสานกับลัทธิและวัฒนธรรมของชนชาติเหล่านั้น เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของศาสนาและวัฒนธรรมของตนเอง ทั้งสามบทนี้จึงเน้นย้ำถึงความเชื่อฟังพระเจ้า การสืบทอดความเชื่อ และการรักษาเอกลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรมของชาติอิสราเอล เป็นรากฐานของการดำรงอยู่และความเจริญรุ่งเรืองในแผ่นดินคานาอัน
โมเสสยืนยันว่าพันธสัญญาของพระเจ้าไม่ใช่เพียงแค่กับบรรพบุรุษของชาวอิสราเอล แต่ยังเป็นพันธสัญญาที่สำคัญสำหรับคนรุ่นปัจจุบันด้วย ซึ่งเขาเน้นให้เห็นถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวของพวกเขากับพระเจ้า แม้จะไม่นับว่าเป็นการช่วยพวกเขาออกจากการเป็นทาสในอียิปต์โดยตรง แต่ความช่วยเหลือที่พระองค์มอบให้กับบรรพบุรุษของพวกเขาก็ทำให้พวกเขามีโอกาสนี้
ในบทที่ 6 โมเสสได้เริ่มต้นคำอธิษฐานที่เรียกว่าเชมา ซึ่งชาวยิวจะอธิษฐานเพื่อระลึกถึงพระเจ้าและความรักของพระองค์ แต่ละคนควรให้ความสำคัญกับพระวจนะของพระเจ้าในทุกอิริยาบท โดยทำให้พระวจนะนั้นเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและเป็นส่วนสำคัญของบรรยากาศภายในบ้านของตน การจดจำความดีของพระเจ้าในอดีตเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากจะช่วยให้พวกเขารักษาพันธสัญญาและความรักความภักดีต่อพระองค์
โมเสสยังเน้นย้ำความสำคัญของการทำความสะอาดดินแดนจากศัตรูและการรักษาศีลธรรมของประชาชาติ เขาเรียกร้องให้ชาวอิสราเอลมีวินัยและตระหนักถึงคำสั่งของพระเจ้าในการไม่แต่งงานหรือมีสัมพันธ์กับชนชาติที่ชั่วร้ายเพื่อปกป้องสายเลือดของพระเมสสิยาห์ พระเจ้าทรงเลือกชนชาติอิสราเอลไม่ใช่เพราะความยิ่งใหญ่หรืออำนาจของพวกเขา แต่ด้วยความรักและความตั้งใจที่พระองค์มีต่อพวกเขา นี่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตและการพัฒนาของชาติตามพระแผนของพระเจ้า
ข้อคิด: เฉลยธรรมบัญญัติ 5-7
พระเจ้าประทานเมืองที่พวกเขาไม่ได้สร้าง บ้านที่พวกเขาไม่ได้เติม บ่อน้ำที่พวกเขาไม่ได้ขุด และไร่องุ่นที่พวกเขาไม่ได้ปลูก พระองค์มีน้ำใจมาก แต่พระองค์ยังต้องการให้พวกเขาจดจำว่าใครเป็นผู้มอบสิ่งเหล่านี้ให้กับพวกเขา พระองค์ไม่ต้องการให้พวกเขาหันใจไปหาพระเจ้าอื่นเมื่อพวกเขาได้รับพรเหล่านี้จากพระองค์ เมื่อพวกเขาไม่ต้องอาศัยอยู่ในเต็นท์ในทะเลทรายที่มีเมฆไฟคอยนำทางอีกต่อไป พระองค์ต้องการเตือนพวกเขาถึงความสัมพันธ์ที่พระองค์มีกับพวกเขา พระองค์ตามหาใจของเรา พระองค์ตามหาความชื่นชมยินดีของเรา และพระองค์อยู่ที่ซึ่งความชื่นชมยินดีอยู่!
คำถาม
1. การปฏิบัติตามพระบัญญัติและบทบาทในชีวิตประจำวัน: ในเฉลยธรรมบัญญัติ 5 พระเจ้าสั่งให้อิสราเอลปฏิบัติตามพระบัญญัติ เพื่อให้มีชีวิตที่ดีในดินแดนที่พระองค์ประทานให้ เราจะสามารถนำแนวทางการปฏิบัติตามคำสอนและพระบัญญัติเหล่านี้มาใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไรบ้างเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างและสร้างสังคมที่มีคุณธรรม?
2. การเชื่อมโยงความเชื่อและการกระทำ: ในเฉลยธรรมบัญญัติ 6-7 มีการเรียกร้องให้เรารักพระเจ้าและยึดมั่นในคำสอนของพระองค์ในทุกๆ ด้านของชีวิต ในบริบทของปัจจุบัน เราจะสามารถทำให้ความเชื่อของเราเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำประจำวันได้อย่างไร? มีตัวอย่างที่เราสามารถใช้แสดงถึงความเชื่อในที่ทำงานหรือในสังคมได้หรือไม่?
คำอธิษฐานที่เรียกว่า "เชมา" (Shema) ในภาษาฮีบรู เป็นคำอธิษฐานที่สำคัญที่สุดในศาสนายูดาย มีความหมายและสำคัญดังนี้:
ความหมายของเชมา:
- คำว่า "เชมา" มาจากคำภาษาฮีบรู "שְׁמַע" (Sh'ma) ซึ่งแปลว่า "ฟัง" หรือ "ได้ยิน"
- คำอธิษฐานเชมาเป็นการประกาศถึงความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวของชาวยิว โดยใจความหลักมาจากเฉลยธรรมบัญญัติ 6:4-9 ซึ่งมีใจความว่า:
- "จงฟังเถิด อิสราเอล พระยาห์เวห์พระเจ้าของเราเป็นพระยาห์เวห์องค์เดียว" (เฉลยธรรมบัญญัติ 6:4)
- และต่อด้วยข้อความเกี่ยวกับการรักพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจ และการสอนคำสั่งของพระเจ้าแก่ลูกหลาน
ความสำคัญของเชมา:
- แก่นของศาสนายูดาย: เชมาถือเป็นแก่นของความเชื่อของชาวยิว เป็นการประกาศถึงความเป็นเอกภาพของพระเจ้า และการเรียกร้องให้รักพระเจ้าอย่างหมดใจ
- คำอธิษฐานประจำวัน: ชาวยิวจะสวดเชมาวันละสองครั้ง ในตอนเช้าและตอนเย็น
- การถ่ายทอดความเชื่อ: คำอธิษฐานนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการถ่ายทอดความเชื่อจากรุ่นสู่รุ่น โดยการสอนคำสั่งของพระเจ้าแก่ลูกหลาน
- การแสดงถึงความจงรักภักดี: การสวดเชมาเป็นการแสดงถึงความจงรักภักดีต่อพระเจ้า และการยอมรับในอำนาจของพระองค์
ความสำคัญในปัจจุบัน:
- เชมายังคงเป็นคำอธิษฐานที่สำคัญที่สุดในศาสนายูดายในปัจจุบัน ชาวยิวยังคงสวดเชมาวันละสองครั้ง และใช้เป็นส่วนหนึ่งของการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ
- แม้แต่ในศาสนาคริสต์เอง ข้อพระธรรมที่กล่าวถึงเชมานั้นก็เป็นข้อพระธรรมที่พระเยซูได้ยกมากล่าวถึงเช่นกัน ซึ่งแสดงถึงความสำคัญของบทบัญญัตินี้ ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ
- ในโลกสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางความเชื่อ เชมาเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการมีศรัทธาที่มั่นคง และการดำรงชีวิตตามหลักคำสอนทางศาสนา
โดยสรุปแล้ว เชมาเป็นคำอธิษฐานที่สำคัญที่สุดในศาสนายูดาย ซึ่งเป็นการประกาศถึงความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว และเรียกร้องให้รักพระเจ้าอย่างหมดใจ คำอธิษฐานนี้ยังคงมีความสำคัญในปัจจุบัน ในฐานะที่เป็นแก่นของความเชื่อของชาวยิว และเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการมีศรัทธาที่มั่นคง