เรื่องย่อ
โยชูวา 16-18 เน้นการแบ่งแดนให้แก่ชนเผ่าต่างๆในแผ่นดินคานาอันต่อจากบทก่อนหน้า โดยเฉพาะบทที่ 16-17 กล่าวถึงการแบ่งแดนให้แก่ชนเผ่าเอฟราอิมและมนัสเสห์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการวางแผน การจัดสรรทรัพยากร และการสร้างชุมชน บทที่ 18 สำคัญยิ่งกว่า เนื่องจากเป็นการอธิบายถึงวิธีการแบ่งแดนให้แก่ชนเผ่าที่ยังไม่ได้รับการแบ่งแดน โดยใช้กรรมวิธีที่ยุติธรรมและมีระบบ แสดงถึงความพยายามในการสร้างความเป็นธรรม ความเท่าเทียม และการสร้างความสามัคคีในหมู่ชนเผ่าต่างๆ การแบ่งแดนนี้เป็นมากกว่าการแบ่งที่ดิน แต่เป็นการวางรากฐานสำหรับสังคมใหม่ และเป็นการปูทางสู่การสร้างชาติใหม่ในดินแดนคานาอัน
วันนี้เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการแบ่งที่ดินจากเรื่องราวดราม่าที่เกิดขึ้นในสมัยของโยเซฟ ซึ่งนำเราย้อนไปยังสมัยของยาโคบพ่อของเขา ที่ได้รับเอฟราอิมและมนัสเสห์เป็นบุตรบุญธรรม การแลกเปลี่ยนนี้ทำให้พวกเขามีสิทธิ์ในการรับมรดกและเป็นผู้นำเผ่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเผ่ามนัสเสห์ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ครึ่งหนึ่งอาศัยอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน (มานัสเสห์ตะวันออก) ขณะที่อีกครึ่งหนึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันตก (มานัสเสห์ตะวันตก) บทสรุปนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการแบ่งที่ดินที่เกิดขึ้นเมื่อมานัสเสห์ตะวันตกถูกรวมกับเอฟราอิม และพวกเขาต้องการแยกเพื่อให้เหมาะสมกับขนาดของเผ่าของตน
โยชูวาได้ยินคำขอของมานัสเสห์ตะวันตกและอนุญาตให้มีการแบ่งแยกดินแดน แต่เขาเตือนให้พวกเขารับผิดชอบในการขับไล่ชาวคานาอันตามคำสั่งของพระเจ้า อย่างไรก็ตาม มีปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเผ่าต่าง ๆ ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งนี้ ซึ่งมันสื่อถึงการไม่ทำตามคำสั่งของพระเจ้าที่ให้ขับไล่ผู้ที่อาศัยอยู่ในดินแดนที่พวกเขาจะต้องอยู่
ในระหว่างที่ดินแดนยังถูกจัดสรร ธิดาของเศโลเฟหัดก็เข้ามาทำการร้องขอต่อโยชูวาและเอลีอาเซอร์เกี่ยวกับที่ดินที่พระเจ้าสัญญาไว้ ซึ่งผู้นำใหม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งและจัดสรรที่ดินให้กับพวกเธอ สุดท้าย ชนเผ่าต่าง ๆ ได้รวมตัวกันที่เมืองชิโลห์ เพื่อสร้างพลับพลาที่เป็นสถานที่แรกในดินแดนแห่งพันธสัญญา ขณะเดียวกัน โยชูวาก็ได้ส่งชายสามคนจากแต่ละเผ่าเพื่อตรวจสอบ ดินแดนที่เหลือ ทำให้เกิดการแบ่งที่ดินที่เหมาะสมสำหรับเบนจามินและยูดาห์ ซึ่งได้ที่ดินใกล้เยรูซาเล็ม ที่มีความสำคัญในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อเยรูซาเล็มจะกลายเป็นเมืองหลวงและสถานที่ที่พระเจ้าจะทรงสถาปนาพลับพลาของพระองค์อย่างถาวร
ข้อคิด: โยชูวา 16-18
เยรูซาเล็มตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาสามแห่งที่บรรจบกัน ส่งผลให้มีรูปร่างเหมือนเลขสามที่เอียง ซึ่งสำหรับชาวอิสราเอลมีความหมายพิเศษ เพราะมันดูเหมือนอักษรฮีบรู "ชิน" ซึ่งเป็นอักษรตัวแรกของคำว่า “ชาดาย” (Shaddai) ซึ่งหมายถึง “พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์” ชาวอิสราเอลใช้สัญลักษณ์นี้ในการประดับวงกบบนประตูบ้านและยกย่องพระนามของพระเจ้าที่ถูกประทับไว้ในเยรูซาเล็ม ตามที่พระองค์ได้เลือกให้เป็นสถานที่ของการนมัสการและพลับพลาที่จะประทับอยู่ อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของเยรูซาเล็มไม่ได้อยู่แค่ในเชิงสัญลักษณ์ แต่ยังสะท้อนถึงภูมิประเทศที่มีความหมายลึกซึ้ง เมื่อมองไปที่เมืองนี้ เราจะพบความเชื่อมโยงระหว่างพระเจ้าและผู้คนของพระองค์ที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณ และวันนี้ เรายังคงมีชื่อของพระองค์อยู่กับเรา แม้จะมีบาปและข้อบกพร่อง พระองค์ยังคงอยู่เคียงข้างเราและมอบความปีติยินดีให้กับชีวิตของเรา
คำถาม
1. ในโยชูวา บทที่ 16-17 มีการแบ่งที่ดินให้กับเผ่าเอฟราอิมและมนัสเสห์ โดยเฉพาะการจัดสรรพื้นที่ที่สามารถสร้างความเจริญรุ่งเรืองได้ คำถามคือ ในชีวิตของเรา เราจะทำอย่างไรเพื่อให้แน่ใจว่าเรากำลังใช้ทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสามารถสร้างสรรค์โอกาสใหม่ๆ สำหรับตัวเองและคริสตจักรได้?
2. ในบทที่ 18 พระเจ้าได้ส่งสัญญาณให้ชนเผ่าที่เหลือมาตัดสินใจเลือกที่ดินของตนเอง การเลือกและตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของตนมีความสำคัญอย่างไรในชีวิตประจำวัน? และเราจะสร้างบรรยากาศที่สนับสนุนการตัดสินใจที่ดีในครอบครัวหรือในคริสตจักรได้อย่างไร?
อักษรฮีบรู "ชิน" (ש) เป็นอักษรตัวแรกของคำว่า "ชาดาย" (שַׁדַּי) ซึ่งเป็นหนึ่งในพระนามของพระเจ้าในพระคัมภีร์ มีความหมายและนัยสำคัญดังนี้:
- ความหมายของ "ชาดาย":
- "ชาดาย" แปลว่า "พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์" หรือ "พระเจ้าผู้ทรงอำนาจทุกประการ"
- พระนามนี้เน้นย้ำถึงอำนาจและความสามารถอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าในการประทานพรและจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นสำหรับมนุษย์
- พระนามนี้เป็นการแสดงถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า
- ความสำคัญทางศาสนา:
- "ชาดาย" เป็นพระนามที่ใช้ในพระคัมภีร์ โดยเฉพาะในหนังสือปฐมกาลและหนังสือโยบ
- พระนามนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ในฐานะผู้ประทานพรและผู้เลี้ยงดู
- พระนามนี้เป็นพระนามที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ และพระอำนาจของพระเจ้า
- อักษร "ชิน":
- อักษร "ชิน" ในภาษาฮีบรูมีลักษณะคล้ายตัว "W" ในภาษาอังกฤษ
- ในบริบททางศาสนา อักษรนี้อาจถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์
- อักษรนี้จึงมีความหมายสำคัญในศาสนายูดาย