เรื่องย่อ
เฉลยธรรมบัญญัติบทที่ 17-20 กล่าวถึงกฎหมายและระเบียบต่างๆ สำหรับการปกครอง ศาลยุติธรรม และการทำสงครามของชาวอิสราเอล บทที่ 17 กล่าวถึงการแต่งตั้งกษัตริย์ การพิจารณาคดี และการตัดสินคดี บทที่ 18 กล่าวถึงการกำหนดบทบาทของปุโรหิตและผู้เผยพระวจนะ บทที่ 19 กล่าวถึงกฎหมายเกี่ยวกับการฆาตกรรมและการปกป้องผู้บริสุทธิ์ บทที่ 20 กล่าวถึงกฎเกี่ยวกับการทำสงคราม การปฏิบัติต่อเมืองต่างๆ และการปฏิบัติต่อศัตรู โดยรวมแล้ว บทเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างสังคมที่ยุติธรรม มีระเบียบ และเคารพต่อกฎหมายของพระเจ้า พร้อมทั้งให้กรอบในการปกครอง การตัดสินคดี และการทำสงคราม เพื่อให้ชาวอิสราเอลสามารถดำรงชีวิตในแผ่นดินคานาอันได้อย่างสงบสุขและมั่นคง
โมเสสบัญญัติกฎหมายใหม่สำหรับชาวอิสราเอลเมื่อพวกเขาจะไม่ต้องตั้งแคมป์ในทะเลทรายอีกต่อไป โดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับการนมัสการ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาบูชาเทพเจ้าอื่นในดินแดนใหม่ หากมีใครบูชาหมายถึงเทพเจ้าที่ถูกต้องตามกฎหมาย จะต้องมีพยานอย่างน้อยสองคนก่อนที่จะมีการลงโทษประหารชีวิต และผู้พยานเหล่านั้นต้องไม่มีการโกหก นอกจากนี้ พระเจ้ายังได้จัดตั้งศาลอุทธรณ์ที่ประกอบด้วยผู้พิพากษาและปุโรหิต เพื่อจัดการกับคดีที่ซับซ้อนมากขึ้น
โมเสสทำนายว่ามีวันที่ชาวอิสราเอลอาจตัดสินใจว่าจะต้องการกษัตริย์เหมือนประชาชาติอื่น ๆ โดยกษัตริย์จะต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้หลงระเริงไปกับความร่ำรวย ม้า หรือผู้หญิง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจทางทหารและพันธมิตรทางการเมือง กษัตริย์ต้องมีหนังสือที่บันทึกกฎหมายของพระเจ้า เพื่อที่จะได้อ่านทุกวันและมีความถ่อมตัวในการปกครอง ความตั้งใจเหล่านี้คือการให้เขามีความยุติธรรมและรักษาความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระเจ้า
นอกจากนี้ พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะเรียกผู้เผยพระวจนะที่สามารถเข้าถึงพระองค์และพูดพระวจนะของพระองค์ให้กับชาวอิสราเอลฟัง โดยพระองค์ได้ประทานคำสั่งในการจัดการกับทหารที่มีบทบาทสำคัญ โดยไม่ต้องกลัวกองทัพที่ใหญ่กว่าเพราะพระเจ้าเป็นผู้บัญชาการสูงสุดที่อยู่เบื้องหลัง ยิ่งไปกว่านั้น พระเจ้าทรงมีกฎระเบียบที่แตกต่างกันในการจัดการกับเมืองในดินแดนแห่งพันธสัญญา และเมืองนอกดินแดน โดยให้ชาวอิสราเอลเข้าหาผู้คนด้วยสันติ แต่หากไม่ปฏิบัติตามก็ต้องจัดการด้วยความเด็ดขาด สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางและวัตถุประสงค์ในการดำเนินแผนของพระเจ้าที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์และชาวอิสราเอล
ข้อคิด: เฉลยธรรมบัญญัติ 17-20
โมเสสกล่าวถึงเรื่องการกำจัดคนชั่วออกจากหมู่พวกเขาสามครั้ง ซึ่งหมายถึงการลงโทษประหารชีวิต ในขณะที่เปาโลใน 1 โครินธ์ 5:13 ใช้ความคิดนี้เพื่อสอนคริสตจักรเกี่ยวกับการจัดการกับผู้ที่กระทำผิดอยู่ในความกบฏ เขาสั่งให้แยกตัวบุคคลนั้นออกไป ไม่ใช่เพื่อการลงโทษประหารชีวิต แต่เพื่อหวังว่าจะช่วยให้เขาตระหนักถึงบาปและกระตุ้นให้เขากลับใจ นี่แสดงให้เห็นถึงความเอื้อเฟื้อของพระเจ้าต่อบุตรของพระองค์ เนื่องจากพระคริสต์ทรงรับโทษแทนเราและให้โอกาสในการกลับใจหลายครั้ง แม้ว่าเราจะสมควรได้รับการลงโทษ พระองค์ก็ทรงอดทนกับเราเมื่อเราทำบาปและตั้งคำถามถึงพระทัยของพระองค์ และถึงแม้เราจะมีความสงสัย แต่พระองค์ก็ทรงอยู่ที่นั่นเพื่อมอบความปีติยินดีให้เราเสมอ
คำถาม
1. การเลือกผู้นำและการปฏิบัติตาม: ในเฉลยธรรมบัญญัติ 17 มีการกล่าวถึงการเลือกตั้งกษัตริย์หรือผู้นำที่เหมาะสม เราจะสามารถนำหลักการนี้มาประยุกต์ใช้ในการเลือกผู้นำในคริสตจักรได้อย่างไร? เมื่อพิจารณาถึงคุณสมบัติที่สำคัญของผู้นำที่เราควรสนับสนุน เราจะสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างคริสตจักรที่ดีขึ้นได้อย่างไร?
2. ความสำคัญของการมีจิตสำนึกในการทำดี: ในเฉลยธรรมบัญญัติ 19-20 มีการพูดถึงการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อสร้างความยุติธรรมในสังคม เราจะสามารถนำแนวคิดเกี่ยวกับความยุติธรรมและการช่วยเหลือผู้อื่นมาใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร? และเราจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคมได้อย่างไรต่อเมื่อเราเห็นความไม่เป็นธรรมและความไม่ถูกต้อง?
ในเฉลยธรรมบัญญัติ บทที่ 19 มีหลักการสำคัญเกี่ยวกับการเป็นพยานในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีเหตุผลและข้อคิดที่เราสามารถเรียนรู้ได้ดังนี้:
ทำไมถึงไม่ตัดสินพยานปากเดียว:
- ป้องกันการกล่าวหาเท็จ:
- การมีพยานหลายปากช่วยยืนยันความจริงและป้องกันการกล่าวหาเท็จที่อาจเกิดขึ้นจากความโกรธแค้นหรือความลำเอียงส่วนตัว
- การตัดสินคดีด้วยพยานปากเดียวอาจนำไปสู่ความอยุติธรรมและการลงโทษผู้บริสุทธิ์
- สร้างความน่าเชื่อถือ:
- พยานหลายปากช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของคำให้การ และทำให้การตัดสินคดีมีความแม่นยำมากขึ้น
- การมีพยานหลายคนที่มีเรื่องราวสอดคล้องกันจะช่วยยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความจริง
เราได้เรียนรู้อะไรจากพระเจ้า:
- ความยุติธรรม:
- พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าแห่งความยุติธรรม และทรงต้องการให้เราดำเนินชีวิตตามหลักการแห่งความยุติธรรม
- ข้อกำหนดเรื่องพยานหลายปากเป็นตัวอย่างของความยุติธรรมที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่เรา
- ความซื่อสัตย์:
- พระเจ้าทรงให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์ และทรงต้องการให้เราเป็นคนซื่อสัตย์ในการกระทำและคำพูดของเรา
- การเป็นพยานเท็จเป็นการละเมิดความซื่อสัตย์ และนำไปสู่ผลเสียต่อตนเองและผู้อื่น
พระคัมภีร์ที่สนับสนุน:
- เฉลยธรรมบัญญัติ 19:15 "พยานคนเดียวจะปรักปรำใครในความผิดใดๆ หรือในบาปใดๆ ที่เขาได้กระทำไม่ได้ ต้องมีพยานสองคน หรือพยานสามคนจึงจะยืนความจริงได้"
- นอกจากนั้นในพระธรรมสุภาษิต ก็ยังมีการกล่าวย้ำในเรื่องความสำคัญของพยานที่เที่ยงธรรมเช่น
- สุภาษิต 19:5 "พยานเท็จจะไม่พ้นโทษ และคนที่พูดมุสาจะหนีไม่รอด"
- สุภาษิต 14:5 "พยานที่ซื่อสัตย์จะไม่มุสา แต่พยานเท็จจะพูดมุสา"
- สุภาษิต 12:17 "คนที่พูดความจริงก็แสดงความชอบธรรม แต่พยานเท็จก็แสดงความเท็จ"
- ในพระธรรมใหม่
- มัทธิว 18:16 "แต่ถ้าเขาไม่ฟังเจ้า จงพาคนหนึ่งหรือสองคนไปด้วย เพื่อคำพยานทุกปากจะได้เป็นที่เชื่อถือได้ โดยปากคำของพยานสองสามปาก"
- 1 ทิโมธี 5:19 "อย่ารับคำฟ้องร้องผู้ปกครอง เว้นแต่จะมีพยานสองสามปาก"
โดยสรุปแล้ว ข้อกำหนดเรื่องพยานหลายปากในเฉลยธรรมบัญญัติ บทที่ 19 เป็นหลักการที่สำคัญในการรักษากระบวนการยุติธรรม และสะท้อนถึงความสำคัญของความจริงและความซื่อสัตย์ในสายพระเนตรของพระเจ้า หลักการนี้ได้ถูกนำไปกล่าวถึงและสนับสนุนในพระคัมภีร์ข้ออื่น ๆ อีกมากมาย